จำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงต่อบ้าน? กฎหมายใหม่ปี 2569 คนรักสัตว์ต้องเตรียมตัวอย่างไร
จำนวนผู้เข้าชม : 23
จำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงต่อบ้าน? กฎหมายใหม่ปี 2569 คนรักสัตว์ต้องเตรียมตัวอย่างไร

กฎหมายจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยง ทำเอาทาสหมาทาสแมวหลายคนนั่งไม่ติด หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วถ้าที่บ้านมีลูกๆ เกินโควตาต้องทำยังไง? หรือกฎหมายนี้ออกมาเพื่อคุมเข้มความสะอาด หรือจะมาจำกัดความสุขของพวกเรากันแน่ บอกเลยว่าเรื่องนี้มีรายละเอียดที่คนรักสัตว์ต้องรู้มากกว่าแค่ตัวเลขจำนวนตัว เพราะมันมีเรื่องของสวัสดิภาพสัตว์ พื้นที่ใช้สอย และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเข้ามาเกี่ยวด้วย
กฎกติกาใหม่จะเปลี่ยนไปแค่ไหน และต้องปรับตัวอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย
อัปเดตล่าสุด! กทม. ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายใหม่เป็นปี 2570
ข่าวดีสำหรับทาสหมาทาสแมวครับ! แม้ว่าข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 จะมีการประกาศออกมาแล้ว แต่ล่าสุดทางกรุงเทพมหานครได้มีการ ขยายเวลาบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2570 เพื่อให้พี่น้องชาว กทม. ได้มีเวลาเตรียมตัว ปรับปรุงพื้นที่ และทำความเข้าใจกับกฎกติกาใหม่อย่างถี่ถ้วน ไม่ต้องรีบร้อนจนเกินไป
เช็กโควตาลูกรัก 1 บ้านเลี้ยงได้กี่ตัว?
เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ (ม.ค. 2570) จำนวนสุนัขและแมวจะถูกกำหนดตามขนาดพื้นที่อยู่อาศัย ดังนี้
- คอนโด / ห้องเช่า (20 - 80 ตร.ม.): เลี้ยงได้ 1 ตัว (ถ้า 80 ตร.ม. ขึ้นไป ได้ 2 ตัว)
- บ้านเดี่ยว/ทาวน์เฮาส์ (ไม่เกิน 20 ตร.วา): เลี้ยงได้ 2 ตัว
- ที่ดิน 20 - 50 ตร.วา: เลี้ยงได้ 3 ตัว
- ที่ดิน 50 - 100 ตร.วา: เลี้ยงได้ 4 ตัว
- ที่ดิน 100 ตร.วา ขึ้นไป: เลี้ยงได้ไม่เกิน 6 ตัว
สิ่งที่ต้องทำและกำหนดเวลาที่ห้ามลืม!
นอกจากเรื่องจำนวนแล้ว กฎหมายใหม่ยังเน้นเรื่องการระบุตัวตน ซึ่งมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนดังนี้ครับ:
1. จดทะเบียนและฝังไมโครชิป
- กรณีสัตว์เกิดใหม่ ต้องจัดการภายใน 120 วัน นับจากวันเกิด
- กรณีนำมาเลี้ยงใหม่ ต้องจัดการภายใน 30 วัน นับจากวันที่นำมาเลี้ยง
2. ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ต้องมีสายจูงทุกครั้งที่ออกนอกบ้าน และต้องจัดการอุจจาระของน้องให้เรียบร้อยทันที
ถ้าเลี้ยงเกินอยู่แล้วทำไง?
สำหรับใครที่มีสมาชิกเกินจำนวนก่อนกฎหมายบังคับใช้ สามารถเลี้ยงต่อไปได้จนน้องเสียชีวิต แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไปจดแจ้งกับสำนักงานเขตตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิ์ไว้
Checklist เตรียมตัวให้พร้อม! ก่อนพาลูกรักไปขึ้นทะเบียนที่สำนักงานเขต
เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปทำเรื่อง การเตรียมเอกสารให้ครบในรอบเดียวจะช่วยประหยัดเวลาได้มากครับ โดยหลักๆ สิ่งที่เจ้าของต้องเตรียมมีดังนี้
- บัตรประชาชนตัวจริงของเจ้าของ : เพื่อยืนยันตัวตนผู้รับผิดชอบสัตว์เลี้ยง
- ทะเบียนบ้าน (ฉบับจริงหรือสำเนา) : เพื่อยืนยันสถานที่พำนักของสัตว์เลี้ยงว่าอยู่ในเขตพื้นที่นั้นๆ
- สมุดวัคซีน : เล่มประจำตัวของน้องๆ ที่มีการบันทึกการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าล่าสุด (สำคัญมาก)
- รูปถ่ายสัตว์เลี้ยง: ควรเห็นหน้าชัดเจน (บางเขตอาจให้ถ่าย ณ ที่ทำการ หรือใช้รูปจากมือถือประกอบ)
- สัตว์เลี้ยง : ในบางกรณีเจ้าหน้าที่อาจต้องการตรวจสอบตัวตนหรือสแกนไมโครชิป แนะนำให้ใส่กระเป๋าหรือรถเข็นให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัยครับ
ก่อนเดินทาง แนะนำให้โทรสอบถามที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและสุขาภิบาล ของสำนักงานเขตพื้นที่ที่คุณอยู่ก่อน เพราะบางเขตอาจมีระบบจองคิวออนไลน์หรือมีบริการจดทะเบียนนอกสถานที่ในบางช่วงเวลา จะได้ไม่ไปเสียเที่ยว
กฎกติกาใหม่ เพื่อสังคมคนรักสัตว์ที่ยั่งยืน
กฎหมายที่ดูเหมือนจะมาคุมเข้มนี้ จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญคือการสร้างความรับผิดชอบ ทั้งการจำกัดจำนวนตามพื้นที่เพื่อสวัสดิภาพของตัวสัตว์เองไม่ให้อยู่อย่างแออัด และการจดทะเบียนเพื่อติดตามเจ้าของได้ในกรณีที่น้องหลัดหลงหรือเกิดเหตุไม่คาดฝัน
การที่ กทม. ขยายเวลาไปถึง มกราคม 2570 จึงเป็นโอกาสทองให้พวกเหล่าทาสได้ปรับตัว ใครที่มีแผนจะรับสมาชิกใหม่ หรือใครที่มีแก๊งค์ใหญ่เกินโควตาอยู่แล้ว ก็อย่าลืมไปจดแจ้งให้ถูกต้องตามกำหนดเวลา เพื่อให้คุณได้อยู่กับเด็กๆ อย่างสบายใจไปนานๆ
นอกจากกฎกติกาเรื่องพื้นที่และการจดทะเบียนที่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทาสอย่างเราเลี่ยงไม่ได้เลยคือเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อน้องๆ อายุมากขึ้น หรือหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ค่ารักษาพยาบาลอาจจะพุ่งสูงจนตั้งตัวไม่ทัน
ประกันสัตว์เลี้ยงทิพยประกันภัย ที่เข้าใจในไลฟ์สไตล์ของคนรักสัตว์เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายหนักๆ ให้เบาลง และยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าวัคซีน หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการประกาศตามหาเมื่อน้องสูญหาย
การมีประกันติดตัวน้องไว้ ก็เหมือนกับการมีเกราะป้องกัน ที่ทำให้คุณพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่ากฎหมายจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือน้องๆ จะซนแค่ไหน ก็ยังสามารถมอบการดูแลที่ดีที่สุดให้กับเขาได้เสมอ สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736