โอนรถแล้วไม่แจ้งเปลี่ยนเจ้าของ ใครรับผิดถ้าเกิดอุบัติเหตุ
จำนวนผู้เข้าชม : 4
โอนรถแล้วไม่แจ้งเปลี่ยนเจ้าของ ใครรับผิดถ้าเกิดอุบัติเหตุ

ขายรถให้คนอื่นไปแล้ว เซ็นเอกสารครบ รับเงินครบ นึกว่าจบเรื่องแล้ว... แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมไปโอนชื่อที่กรมขนส่ง แล้ววันหนึ่งรถคันนั้นไปเฉี่ยวชนใครเข้า ใบสั่งหรือหมายศาลอาจจะย้อนกลับมาหาคุณ ทั้งที่ไม่ได้ขับ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะตราบใดที่ชื่อในเล่มทะเบียนยังเป็นของคุณ คุณก็ยังมีสถานะเป็น เจ้าของรถตามกฎหมายอยู่ ไม่ว่ารถจะเปลี่ยนมือไปกี่ต่อแล้วก็ตาม
TIPINSURE จะพาไปดูให้ชัดว่า กฎหมายกำหนดเรื่องการแจ้งโอนรถไว้อย่างไร ถ้าไม่แจ้งแล้วเกิดอุบัติเหตุใครต้องรับผิด และควรทำอย่างไรเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ต้องมาปวดหัวทีหลัง
กฎหมายกำหนดไว้ว่าอย่างไร เรื่องการแจ้งโอนรถ
ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ เมื่อมีการซื้อขายเปลี่ยนมือรถยนต์ ผู้โอนและผู้รับโอนมีหน้าที่ต้องไปแจ้งต่อนายทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบก ภายใน 15 วันนับแต่วันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์
หลายคนอาจไม่รู้ว่ากฎเกณฑ์นี้มีจริง หรือรู้แต่มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เลยปล่อยผ่าน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โอนลอย คือผู้ขายเซ็นเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ไว้ล่วงหน้าแล้วส่งมอบรถให้ผู้ซื้อไปเลย โดยไม่มีการไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อที่กรมขนส่งจริง
ผลที่ตามมาถ้าไม่แจ้งโอนภายในกำหนด
- มีโทษปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับกรณีแจ้งโอนล่าช้าหรือไม่แจ้ง
- ชื่อในเล่มทะเบียนยังคงเป็นเจ้าของเดิม ทำให้ทางกฎหมายยังถือว่าเจ้าของเดิมมีความเกี่ยวข้องกับรถคันนี้อยู่
- หากรถถูกนำไปใช้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจอดในที่ห้ามจอด ฝ่าไฟแดง ขับเร็วเกินกำหนด ไปจนถึงอุบัติเหตุร้ายแรง เอกสารต่างๆ จากทางราชการก็จะยังคงถูกส่งไปตามชื่อ-ที่อยู่ของเจ้าของเดิมอยู่ดี
พูดง่ายๆ คือ กฎหมายไม่ได้สนใจว่า ใครเป็นคนใช้รถอยู่ แต่จะอ้างอิงจากสิ่งที่บันทึกไว้ในระบบทะเบียนเป็นหลักก่อน
ไม่แจ้งโอน แล้วเกิดอุบัติเหตุ เจ้าของเดิมต้องรับผิดจริงไหม
นี่คือคำถามที่คนกังวลมากที่สุด และคำตอบคือ มีสองมุมที่ต้องแยกให้ออกจากกัน
มุมที่ 1 : ความรับผิดทางแพ่ง (ค่าเสียหาย) ไม่ได้ผูกกับชื่อในทะเบียนเสมอไป
ตามหลักกฎหมายละเมิด ผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายโดยตรงคือ ผู้ที่กระทำการอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย นั่นคือคนขับ ไม่ใช่เจ้าของรถโดยอัตโนมัติ
มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางแนวไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าของรถในเล่มทะเบียนไม่ได้เป็นผู้ขับหรือนั่งไปด้วยขณะเกิดเหตุ ก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ครอบครองหรือควบคุมรถในความหมายของกฎหมาย จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหาย
พูดง่ายๆ คือ แค่มีชื่อเป็นเจ้าของในเล่ม ไม่ได้แปลว่าต้องจ่ายค่าเสียหายเสมอไป ถ้าพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ครอบครองหรือควบคุมรถอยู่จริงในขณะนั้น
มุมที่ 2 : แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าของเดิมมักถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องก่อนอยู่ดี
ปัญหาคือ การพิสูจน์ นั้นไม่ได้ง่ายและไม่ได้เกิดขึ้นทันที ในทางปฏิบัติ
- ผู้เสียหายหรือคู่กรณีมักจะฟ้องหรือแจ้งความไปตามชื่อในเล่มทะเบียนก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ง่ายที่สุด
- เจ้าของเดิมต้องเป็นฝ่ายไปพิสูจน์เองว่าได้ขายและส่งมอบรถไปแล้วจริง ซึ่งต้องมีหลักฐาน เช่น สัญญาซื้อขาย สำเนาบัตรผู้ซื้อ หรือหลักฐานการโอนเงิน
- ถ้าเก็บเอกสารไม่ครบ หรือโอนแบบปากเปล่าไม่มีลายลักษณ์อักษร การพิสูจน์ตัวเองให้พ้นผิดจะยากขึ้นมาก และอาจต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี
- แม้ผู้ขายจะไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดเอง แต่ในฐานะเจ้าของรถเดิมตามทะเบียนก็อาจถูกดึงเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบในเบื้องต้นได้
นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและวงการรถมือสองต่างเตือนตรงกันว่า การโอนลอย หรือขายรถแล้วปล่อยให้ผู้ซื้อไปโอนเองแบบไม่มีกำหนดเวลา คือความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม เพราะตราบใดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนชื่อในเล่มทะเบียน เจ้าของเดิมก็ยังต้องรับความเสี่ยงหากรถถูกนำไปก่อเหตุหรือเกิดอุบัติเหตุ
แล้วเรื่องประกันภัยล่ะ ได้รับความคุ้มครองไหม
อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือเรื่องกรมธรรม์ประกันภัย เพราะทั้งประกันภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภาคสมัครใจ ต่างก็ผูกอยู่กับชื่อเจ้าของและข้อมูลในกรมธรรม์เป็นหลัก
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับประกันเมื่อขายรถโดยไม่แจ้งโอน
- ถ้าเป็นประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ เมื่อเปลี่ยนเจ้าของแล้วไม่แจ้งบริษัทประกันให้ปรับปรุงข้อมูล หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น เจ้าของเดิมอาจกลายเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกเองทันที ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของตัวเอง
- ฝั่งผู้ซื้อที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในกรมธรรม์ ก็อาจเจอปัญหาการเคลมล่าช้า หรือถูกตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์กับรถคันที่ทำประกันไว้
- หากกรมธรรม์หมดอายุระหว่างที่ยังไม่ได้โอน ผู้ที่ต้องวิ่งเรื่องต่ออายุ หรือรับผิดชอบเรื่องเอกสาร ก็มักจะย้อนกลับมาที่ชื่อเดิมในระบบ
พูดอีกแบบคือ การไม่แจ้งโอนไม่ได้แค่เสี่ยงเรื่องคดีความ แต่ยังอาจทำให้ความคุ้มครองที่ควรได้รับ กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
เจ้าของเดิม ป้องกันตัวเองได้อย่างไรบ้าง
ถ้ากำลังจะขายรถ หรือเพิ่งขายไปแล้วยังไม่ได้โอนชื่อ นี่คือสิ่งที่ควรทำเพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด
- แจ้งโอนให้เสร็จภายใน 15 วัน อย่าปล่อยผ่านหรือคิดว่าไม่เป็นไร เพราะยิ่งปล่อยนานยิ่งเสี่ยง
- ทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวันที่ ราคา เลขทะเบียนรถ และเก็บสำเนาบัตรประชาชนผู้ซื้อไว้เป็นหลักฐาน
- ถ่ายรูปเล่มทะเบียนหลังเซ็นโอน และเก็บหลักฐานการโอนเงินทุกครั้งไว้ให้ครบ
- ติดตามผลการโอนกับผู้ซื้อ หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่มีความคืบหน้า ควรทวงถามหรือดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ตัวเอง
- แจ้งเปลี่ยนชื่อกับบริษัทประกันภัยควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่แค่ที่กรมขนส่งอย่างเดียว เพื่อให้ความคุ้มครองตรงกับความเป็นจริง
- หลีกเลี่ยงการโอนลอยถ้าเป็นไปได้ เลือกไปโอนพร้อมกันที่สำนักงานขนส่งตั้งแต่วันที่ตกลงซื้อขายจะปลอดภัยที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ขายรถแบบโอนลอยผิดกฎหมายไหม?
A: การโอนลอยเองไม่ได้ผิดกฎหมายโดยตรง แต่ตัวกฎหมายกำหนดให้ต้องไปแจ้งโอนกรรมสิทธิ์ต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน หากปล่อยให้เกินกำหนดโดยไม่ดำเนินการ ถือว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและมีโทษปรับ
Q: ถ้าคนที่ซื้อรถไปก่อเหตุ เจ้าของเดิมต้องติดคุกไหม?
A: โดยหลักแล้วความผิดทางอาญาต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดจริง เจ้าของเดิมที่ไม่ได้ขับหรือไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์มักไม่ต้องรับผิดทางอาญา แต่ก็อาจถูกเรียกไปให้ปากคำหรือชี้แจงในกระบวนการสอบสวนได้ หากไม่มีหลักฐานการซื้อขายที่ชัดเจน
Q: มีหลักฐานการขายแล้ว ยังจำเป็นต้องไปโอนที่กรมขนส่งอีกไหม?
A: จำเป็น เพราะหลักฐานการซื้อขายเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยยืนยันในชั้นพิสูจน์ แต่ตราบใดที่เล่มทะเบียนยังไม่เปลี่ยนชื่อ ระบบราชการก็ยังอ้างอิงเจ้าของเดิมอยู่ดี การโอนให้เสร็จสมบูรณ์คือทางเดียวที่ตัดปัญหาได้จริง
Q: ถ้าผู้ซื้อไม่ยอมไปโอนชื่อ เจ้าของเดิมทำอะไรได้บ้าง?
A: สามารถติดต่อผู้ซื้อให้ดำเนินการ หรือหากติดต่อไม่ได้ อาจต้องปรึกษาแนวทางทางกฎหมายเพื่อแจ้งเบาะแสหรือดำเนินการปกป้องสิทธิ์ ไม่ควรปล่อยไว้เฉย ๆ เพราะยิ่งนานยิ่งเสี่ยง
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น
- การโอนรถต้องแจ้งนายทะเบียนภายใน 15 วันหลังซื้อขาย ไม่ใช่แค่เรื่องธุรการเล็ก ๆ แต่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางกฎหมายโดยตรง
- ความรับผิดทางแพ่งจริง ๆ อยู่ที่ผู้กระทำผิด ไม่ใช่แค่ชื่อในทะเบียน แต่การพิสูจน์ตัวเองให้พ้นผิดต้องใช้หลักฐานและเวลา
- เจ้าของเดิมที่ไม่โอนชื่อให้เสร็จ มีความเสี่ยงที่จะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีความหรือปัญหาประกันภัยโดยไม่จำเป็น
- ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ทำสัญญาซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษร เก็บหลักฐานให้ครบ และไปโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสมบูรณ์โดยเร็วที่สุด
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนที่กำลังจะขายหรือซื้อรถมือสองได้อ่าน เผื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่กำลังเจอปัญหาแบบเดียวกัน
และไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถคนเดิมหรือคนใหม่ การมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมไว้ก็ช่วยลดความเสี่ยงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝันได้มาก แนะนำประกันรถยนต์ชั้น 1 จากทิพยประกันภัย ที่ให้ความคุ้มครองครบ อุ่นใจทุกเส้นทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามได้ที่ 1736
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง