เคลมประกันอย่างไรไม่ให้เสียประวัติ? เทคนิคเก็บส่วนลดประวัติดีไว้ลดเบี้ยปีหน้า
จำนวนผู้เข้าชม : 119
เคลมประกันอย่างไรไม่ให้เสียประวัติ? เทคนิคเก็บส่วนลดประวัติดีไว้ลดเบี้ยปีหน้า

เคยเป็นไหม? ขับรถอยู่ดีๆ ดันถอยไปเบียดเสา หรือโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวจนเป็นรอยนิดหน่อย ใจหนึ่งก็อยากเคลมให้จบๆ เพราะจ่ายค่าเบี้ยประกันไปตั้งแพง แต่อีกใจก็กังวลว่า ถ้าเคลมรอบนี้ ปีหน้าเบี้ยจะพุ่งไหม? หรือ ส่วนลดประวัติดีที่สะสมมาจะหายไปหรือเปล่า?
จริงๆ แล้ว การแจ้งเคลมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องเสียประวัติดีเสมอไป หากรู้เทคนิคในการบริหารจัดการการเคลม คุณจะสามารถรักษาผลประโยชน์ของตัวเองไว้ได้ ทั้งได้ซ่อมรถและได้ส่วนลดเบี้ยประกันในปีถัดไป
TIPINSURE จะพาคุณไปเจาะลึกความลับที่คนทำประกันต้องรู้ ว่ากรณีไหนควรเคลมทันที กรณีไหนควรเก็บไว้ก่อน และเคลมแบบไหนที่ช่วยให้ประวัติของคุณยังดูดีในสายตาบริษัทประกัน มาอ่านต่อกันเลย!
รู้จัก No Claim Bonus (NCB) ยิ่งขับดี เบี้ยยิ่งลด
ก่อนจะไปดูเทคนิค คุณต้องเข้าใจก่อนว่าประวัติดีมีมูลค่าเป็นเงินสด ในวงการประกันรถยนต์เราเรียกว่า No Claim Bonus (NCB) ซึ่งเป็นส่วนลดที่บริษัทประกันมอบให้คุณหากในปีนั้นๆ ไม่มีการแจ้งเคลมในฐานะฝ่ายผิด หรือไม่มีการเคลมแบบหาคู่กรณีไม่ได้
ส่วนลดนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นขั้นบันไดในแต่ละปี
- ปีที่ 1 : รับส่วนลด 20% ของเบี้ยประกันในปีที่ต่ออายุ
- ปีที่ 2 : รับส่วนลด 30% (หากปีแรกไม่มีเคลม)
- ปีที่ 3 : รับส่วนลด 40% (หากปีที่สองไม่มีเคลม)
- ปีที่ 4 ขึ้นไป : รับส่วนลดสูงสุดถึง 50%
ลองคิดดูว่าถ้าเบี้ยประกันปีละ 20,000 บาท การรักษาประวัติดีไว้ได้จนถึงปีที่ 4 คุณจะจ่ายเบี้ยเหลือเพียงประมาณ 10,000 บาท! นี่คือกำไรที่คุณได้คืนมาจากการขับขี่ปลอดภัย
เคลมแบบไหนประวัติไม่เสีย
หลายคนเข้าใจผิดว่าขอแค่มีการเรียกประกันมา ประวัติก็เสียแล้ว ซึ่งไม่จริง! กฎเหล็กคือ ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูก ประวัติเรายังดีเสมอ
- เคลมเป็นฝ่ายถูก : กรณีรถชนกันแล้วคุณเป็นฝ่ายถูกชัดเจน (เช่น โดนชนท้าย, รถคันอื่นข้ามเลนมาชน) และมีคู่กรณีรับผิด แบบนี้แจ้งเคลมได้เลย ประวัติดีอยู่ครบ 100%
- เคลมภัยธรรมชาติ : เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้
เทคนิคการตัดสินใจ เคลมเอง VS ซ่อมเอง แบบไหนคุ้มกว่า?
นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดของบทความนี้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น ถอยเบียดกระถางต้นไม้, ขูดฟุตบาท หรือรอยขีดข่วนที่หาคู่กรณีไม่ได้ ให้คุณใช้ หลักการ 3 เช็ก ดังนี้
เช็กที่ 1 : ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess)
ในการเคลมแบบ ไม่มีคู่กรณี หรือ ระบุคู่กรณีไม่ได้ชัดเจน (เคลมรอบคัน) คุณมักจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกประมาณ 1,000 - 4,000 บาท ต่อเหตุการณ์
เช็กที่ 2 : ค่าซ่อมจริงที่อู่
ลองแวะอู่สีแถวบ้าน หรือถ่ายรูปส่งให้ช่างประเมินคร่าวๆ หากรอยขูดขีดนั้นขัดสีออกได้ในราคา 500 บาท หรือทำสีใหม่แค่ชิ้นเดียวราคา 2,000 - 2,500 บาท
เช็กที่ 3 : ส่วนลดที่จะหายไป
ถ้าคุณเคลมในฐานะฝ่ายผิด ส่วนลดประวัติดีในปีหน้าอาจจะหายไป (หรือลดขั้นลง) เช่น จากที่ควรจะได้ลด 30% อาจเหลือเพียง 20% หรือกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่
สูตรลับความคุ้มค่า : หาก (ค่าซ่อมจริง) < (ค่า Excess + ส่วนลดเบี้ยที่จะหายไปในปีหน้า) แนะนำให้ ซ่อมเอง จะประหยัดกว่าในระยะยาว
เคลมแบบไหนที่เรียกว่า ประวัติเสียแบบกู่ไม่กลับ?
หลายคนอาจจะคิดว่าก็จ่ายเงินซื้อประกันชั้น 1 ไปแล้ว จะเคลมกี่ครั้งก็ได้ ในทางทฤษฎีนั้นทำได้ แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันเขามีวิธีจัดการกับลูกค้าที่ เคลมหนัก หรือ เคลมบ่อย จนเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้คุณตกที่นั่งลำบากตอนต่ออายุประกันปีถัดไป
นี่คือสัญญาณอันตรายที่บอกว่าประวัติการขับขี่ของคุณกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต
1. เป็นฝ่ายผิดซ้ำซาก (High Frequency)
หากในหนึ่งปีคุณแจ้งเคลมในฐานะฝ่ายผิดบ่อยๆ เช่น 3-4 ครั้งขึ้นไป แม้แต่ละครั้งจะเป็นการเฉี่ยวชนเล็กน้อย แต่ในสายตาบริษัทประกันจะมองว่าคุณเป็น ผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงสูง พฤติกรรมการขับรถขาดความระมัดระวัง ซึ่งผลที่ตามมาคือการถูกตัดส่วนลดประวัติดีทิ้งทั้งหมด และอาจถูกเพิ่มเบี้ยประกันในปีถัดไปในฐานะประวัติไม่ดี (Loss Ratio สูง)
2. ยอดเคลมสูงปรี๊ดเกิน 200% ของค่าเบี้ย
กฎเหล็กที่บริษัทประกันมักใช้พิจารณาคือ Loss Ratio หรืออัตราส่วนการเคลม หากในปีนั้นๆ คุณมียอดค่าซ่อมรวมทั้งหมดสูงเกิน 200% ของเบี้ยประกันที่คุณจ่ายไป (เช่น จ่ายเบี้ย 20,000 บาท แต่แจ้งซ่อมไป 50,000 บาท) แบบนี้บริษัทจะมองว่าขาดทุนจากเคสของคุณทันที
- ผลกระทบ : ปีถัดไปคุณอาจเจอการเพิ่มเบี้ยประกันเป็นพิเศษตั้งแต่ 20-50% เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
3. การถูกไม่รับต่ออายุ (Refuse to Renew)
นี่คือขั้นสุดของการประวัติเสีย หากพฤติกรรมการเคลมของคุณเข้าข่ายทั้งบ่อยและหนัก บริษัทประกันมีสิทธิ์ที่จะ ไม่ส่งใบเสนอราคาต่ออายุ ให้คุณ หรือปฏิเสธการรับประกันในปีถัดไปทันที
- สิ่งที่ตามมา : เมื่อคุณต้องไปสมัครประกันกับบริษัทใหม่ ข้อมูลการเคลมจะถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลกลาง (Insurance Bureau) ทำให้บริษัทใหม่เห็นประวัติของคุณ และอาจปฏิเสธไม่รับทำประกัน หรือเสนอเบี้ยที่แพงจนคุณต้องตกใจ
4. โดนเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นต้องมีค่าเสียหายส่วนแรกแบบบังคับ
บางครั้งบริษัทอาจยอมให้คุณต่ออายุ แต่จะเพิ่มเงื่อนไข เช่น บังคับว่าทุกการเคลมหลังจากนี้คุณต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ครั้งละ 3,000 - 5,000 บาท เพื่อบีบให้คุณระมัดระวังมากขึ้นและลดการเคลมจุกจิก
เทคนิคเก็บส่วนลดประวัติดีไว้ลดเบี้ยปีหน้า
ถ้าคุณตั้งใจจะไม่เสียประวัติ และอยากรักษา ส่วนลดประวัติดี (No Claim Bonus) ไว้ให้ได้มากที่สุด การวางแผนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างปีสามารถช่วยคุณประหยัดเงินได้หลักพันถึงหลักหมื่นในปีถัดไป
1. อย่ารีบเคลมรอยเล็กๆ ทันที
หลายคนพอเห็นรอยขีดข่วนเล็กๆ หรือกันชนถลอกนิดเดียว ก็รีบโทรแจ้งเคลมทันที เพราะคิดว่ามีประกันแล้วต้องใช้สิ
แต่ในความเป็นจริง รอยเล็กๆ บางจุดอาจมีค่าซ่อมเพียง 2,000–5,000 บาท ขณะที่ส่วนลดประวัติดีที่คุณอาจเสียไปในปีหน้า อาจมีมูลค่ามากกว่านั้น
การวางแผนเคลมให้เหมาะสม จะช่วยให้คุณยังรักษาสถานะ ไม่มีเคลมได้ และคงสิทธิ์ลดเบี้ยปีหน้าเต็มจำนวน
2. ขับขี่ระวังเป็นพิเศษช่วงใกล้หมดประกัน
ช่วง 1–2 เดือนสุดท้ายก่อนหมดอายุกรมธรรม์ คือช่วงที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณรักษาสถิติไม่มีเคลมครบปี คุณจะได้ส่วนลดประวัติดีเพิ่มขึ้นอีกขั้นทันที
การระมัดระวังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงท้ายปี อาจช่วยคุณประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด
3. ติดกล้องหน้ารถ ลดความเสี่ยงเสียประวัติโดยไม่จำเป็น
หนึ่งในสาเหตุที่หลายคนเสียส่วนลดประวัติดี คือพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครผิด เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่มีหลักฐาน บางกรณีอาจถูกบันทึกเป็นเคลมที่กระทบประวัติของคุณ กล้องหน้ารถจึงไม่ใช่แค่อุปกรณ์เสริม แต่เป็นตัวช่วยรักษาส่วนลด
ซึ่งหมายความว่า การเคลมในกรณีที่คุณเป็นฝ่ายถูก อาจไม่กระทบส่วนลดประวัติดี ค่ากล้องหลักพันบาท อาจช่วยคุณรักษาส่วนลดหลักหมื่นในระยะยาว
4. วางแผนระยะยาว ไม่มองแค่ปีเดียว
การเก็บส่วนลดประวัติดีไม่ใช่แค่เรื่องของปีนี้ปีเดียว แต่เป็นเรื่องของความต่อเนื่อง ยิ่งคุณไม่มีเคลมหลายปีติดต่อกัน ยิ่งสะสมส่วนลดได้สูงสุด ถ้าคุณรักษาส่วนลด 40–50% ได้ต่อเนื่อง 3–4 ปี เงินที่ประหยัดได้อาจรวมกันเป็นหลักหลายหมื่นบาท
ดังนั้นทุกครั้งที่คิดจะเคลมประกัน ให้ถามตัวเองเสมอว่า การเคลมครั้งนี้คุ้มกับส่วนลดที่อาจเสียในระยะยาวไหม?
ยิ่งคุณเข้าใจว่าการเคลมแบบไหน กระทบส่วนลด หรือ ไม่กระทบส่วนลด มากเท่าไร คุณก็ยิ่งสามารถตัดสินใจได้อย่างฉลาดขึ้นในทุกๆ ปีที่ต้องต่อประกัน ประกันรถยนต์จากทิพยประกันภัยตัวช่วยที่ทำให้การเคลมเป็นเรื่องง่าย หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่เข้าใจคนขับ และมีระบบการจัดการที่ทันสมัย ทิพยประกันภัย (Dhipaya Insurance) คือคำตอบ ลองเช็กเบี้ยและเลือกแผนที่เหมาะกับคุณได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736