รถยนต์เกิดไฟไหม้เอง ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองไหม

จำนวนผู้เข้าชม : 11
Tag:

รถยนต์เกิดไฟไหม้เอง ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองไหม

รถยนต์เกิดไฟไหม้เอง ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ ประกันคุ้มครองไหม

จอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้ชนใคร ไม่ได้ขับผ่านที่เสี่ยงๆ อยู่ๆ ก็มีควันโขมงออกมาจากใต้ฝากระโปรง ไฟลุกทั้งคัน หลายคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ ในหัวคิดแต่ว่า ไม่ได้ชนอะไรเลยนะ ประกันจะจ่ายไหม

คำตอบสั้นๆ คือ เคลมได้ ถ้ากรมธรรม์ของคุณมีความคุ้มครองเรื่องไฟไหม้ เพราะประกันรถยนต์ไม่ได้สนใจว่าไฟไหม้ เกิดจากอุบัติเหตุ หรือ ไหม้เอง แต่สนใจว่าเข้าเงื่อนไขความคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์หรือเปล่า ส่วนรายละเอียดจะซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำประกันชั้นไหน และสาเหตุของไฟไหม้เข้าข่ายข้อยกเว้นหรือไม่ ลองอ่านให้จบ จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวตอนเจอเหตุจริง

 

ทำไมรถถึงไฟไหม้เองได้ ทั้งที่ไม่ได้ชนอะไรเลย

หลายคนคิดว่าไฟไหม้รถต้องมาจากอุบัติเหตุรุนแรงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วรถไฟไหม้เองเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติภายในตัวรถเอง เช่น

  • ไฟฟ้าลัดวงจร สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด อาจมาจากสายไฟเสื่อมสภาพ ฉนวนหุ้มสายแตก หรือการต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้าเพิ่มเติมโดยไม่ได้มาตรฐาน
  • น้ำมันเชื้อเพลิงหรือน้ำมันเครื่องรั่วซึม แล้วไปสัมผัสกับจุดที่มีความร้อนสูง เช่น ท่อไอเสียหรือเครื่องยนต์
  • เครื่องยนต์ร้อนจัดเกินไป จากการใช้งานหนักต่อเนื่อง หรือระบบระบายความร้อนมีปัญหา
  • การดัดแปลงรถผิดมาตรฐาน เช่น ติดตั้งแก๊ส LPG/NGV หรือระบบไฟฟ้าเสริมที่ไม่ได้มาตรฐาน

จะเห็นว่าแทบทุกสาเหตุไม่เกี่ยวกับอุบัติเหตุเลยแม้แต่น้อย นี่คือเหตุผลที่หลายคนสงสัยว่าประกันจะคุ้มครองหรือเปล่า เพราะเข้าใจว่าประกันภัยรถยนต์ต้องมีคู่กรณีหรือมีการชนถึงจะเคลมได้

 

ไฟไหม้เอง กับไฟไหม้จากอุบัติเหตุ ประกันมองต่างกันไหม

ในทางปฏิบัติ กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่มีความคุ้มครองไฟไหม้จะระบุชัดเจนว่าคุ้มครองความเสียหายที่เป็นผลจากไฟไหม้ ไม่ว่าไฟนั้นจะเกิดขึ้นเองจากตัวรถ หรือเกิดจากสาเหตุภายนอกก็ตาม พูดง่ายๆ คือประกันไม่ได้แบ่งแยกว่าไฟไหม้เอง หรือไฟไหม้จากอุบัติเหตุ แต่ดูที่ว่าเหตุการณ์นั้นเข้าข่ายความคุ้มครองไฟไหม้หรือไม่ และไม่ได้ตกอยู่ในข้อยกเว้นของกรมธรรม์

ดังนั้นต่อให้รถจอดสนิทอยู่ในบ้าน ไม่มีใครขับ แล้วเกิดไฟลุกขึ้นเองจากไฟฟ้าลัดวงจร ก็ยังถือว่าอยู่ในข่ายที่เคลมได้ ถ้าแผนประกันของคุณมีความคุ้มครองไฟไหม้อยู่

 

ประกันรถยนต์แต่ละชั้น คุ้มครองไฟไหม้แค่ไหน

จุดสำคัญที่ต้องรู้คือ ไม่ใช่ประกันทุกชั้นจะคุ้มครองไฟไหม้ ต้องเช็กให้ดีว่ากรมธรรม์ของคุณเป็นชั้นไหน

ประกันชั้น 1

คุ้มครองครอบคลุมที่สุด ครอบคลุมทั้งกรณีชนแบบมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี รถหาย และไฟไหม้ ไม่ว่าจะไหม้เองหรือไหม้จากสาเหตุภายนอก ถือเป็นตัวเลือกที่อุ่นใจที่สุดสำหรับคนที่กังวลเรื่องไฟไหม้รถโดยเฉพาะ

ประกันชั้น 2+

คุ้มครองไฟไหม้ทุกกรณีเช่นเดียวกับชั้น 1 รวมถึงรถหายด้วย แต่จะต่างจากชั้น 1 ตรงที่คุ้มครองเฉพาะกรณีรถชนรถเท่านั้น จะไม่คุ้มครองกรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี เช่น ขับไปชนเสาไฟ ชนกำแพง ในส่วนของตัวรถเราจะไม่ได้รับความคุ้มครอง 

ประกันชั้น 2

คุ้มครองตัวรถของผู้เอาประกันเฉพาะกรณีรถหายและไฟไหม้เท่านั้น ส่วนกรณีชนจะคุ้มครองเฉพาะฝั่งคู่กรณี ไม่ซ่อมรถของเราให้

ประกันชั้น 2+ ถึง ชั้น 3+ ต้องดูให้ดี

ตรงนี้เป็นจุดที่คนสับสนบ่อยที่สุด เพราะชื่อคล้ายกันแต่ความคุ้มครองต่างกันชัดเจน

  • ชั้น 3+ คุ้มครองเฉพาะกรณี รถชนรถ โดยคู่กรณีต้องเป็นยานพาหนะทางบก และสามารถระบุคู่กรณีได้เท่านั้น ไม่คุ้มครองกรณีไฟไหม้และรถสูญหาย 
  • ชั้น 3 คุ้มครองเฉพาะความรับผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี ไม่คุ้มครองตัวรถของเราเลยไม่ว่ากรณีใด

พูดง่ายๆ คือถ้าคุณทำประกันชั้น 3+ หรือชั้น 3 อยู่ แล้วรถไฟไหม้เอง ประกันจะไม่จ่ายให้ เพราะไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองตั้งแต่แรก นี่คือจุดที่หลายคนพลาดเพราะเข้าใจผิดว่าประกันรถยนต์ทุกแบบต้องคุ้มครองไฟไหม้เหมือนกันหมด

 

กรณีไหนที่ประกันไม่จ่าย แม้จะไฟไหม้จริง

แม้จะมีความคุ้มครองไฟไหม้อยู่ในกรมธรรม์ ก็ยังมีบางสถานการณ์ที่บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหม เช่น

  • จงใจวางเพลิงเพื่อหวังเงินประกัน ถือเป็นการทุจริต ตรวจสอบพบเมื่อไหร่ไม่มีสิทธิ์เคลม และอาจถูกดำเนินคดีด้วย
  • ดัดแปลงรถผิดกฎหมายจนเป็นเหตุโดยตรงให้เกิดไฟไหม้ เช่น ต่อไฟเถื่อนเอง ติดตั้งอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐานแล้วไม่แจ้งบริษัทประกัน
  • วางวัตถุไวไฟหรือวัตถุระเบิดในรถโดยผิดกฎหมาย แล้วเกิดไฟไหม้จากวัตถุนั้นๆ 
  • ความเสียหายจากอาวุธนิวเคลียร์หรือกัมมันตรังสี เป็นข้อยกเว้นมาตรฐานที่ระบุในกรมธรรม์ทุกฉบับ

นอกเหนือจากกรณีข้างต้น ไฟไหม้จากไฟฟ้าลัดวงจรทั่วไป น้ำมันรั่ว หรือเครื่องยนต์ร้อนจัดตามการใช้งานปกติ ถือเป็นเหตุที่เคลมได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกตีความว่าเป็นความประมาทของเจ้าของรถจนไม่จ่าย เพราะประกันคุ้มครองความเสียหายที่ไม่ได้ตั้งใจอยู่แล้ว


เกิดเหตุไฟไหม้รถแล้ว ต้องทำอะไรก่อนเคลมประกัน

เมื่อเจอสถานการณ์รถไฟไหม้ สิ่งที่ควรทำ

  • ออกห่างจากตัวรถทันที ความปลอดภัยของคนต้องมาก่อนเสมอ อย่าพยายามดับไฟเองถ้าไฟลุกลามมากแล้ว
  • ห้ามสตาร์ทรถซ้ำ ถ้าสังเกตเห็นควันหรือกลิ่นไหม้ผิดปกติ ให้ดับเครื่องและออกจากรถทันที อย่าพยายามสตาร์ทดูอาการ เพราะอาจซ้ำเติมความเสียหายและเป็นอันตราย
  • แจ้งเหตุเพลิงไหม้และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
  • ติดต่อสายด่วนบริษัทประกันทันที เพื่อแจ้งเหตุและให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
  • ถ่ายภาพและเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพรถหลังเกิดเหตุ บริเวณโดยรอบ เพื่อประกอบการพิจารณา
  • ตรวจเช็กระบบไฟฟ้าและสภาพรถสม่ำเสมอ เป็นการป้องกันล่วงหน้า ลดโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้มากทีเดียว

ส่วนเรื่องค่าสินไหม ถ้าความเสียหายเป็นเพียงบางส่วน บริษัทประกันจะซ่อมให้ตามความเสียหายจริง แต่ถ้าเสียหายทั้งคันจนซ่อมไม่คุ้ม (Total Loss) จะจ่ายเป็นเงินตามทุนประกันภัยที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: รถจอดอยู่เฉยๆ ไม่ได้ขับ แล้วไฟไหม้เอง เคลมได้ไหม 

A: ได้ ถ้ากรมธรรม์มีความคุ้มครองไฟไหม้ เพราะประกันไม่ได้กำหนดว่าต้องเกิดขณะขับขี่เท่านั้น

Q: ประกันชั้นไหนคุ้มครองไฟไหม้เองบ้าง 

A: ชั้น 1, ชั้น 2+ และชั้น 2 คุ้มครอง ส่วนชั้น 3+ และชั้น 3 ไม่คุ้มครองกรณีไฟไหม้

Q: ไฟฟ้าลัดวงจรจนรถไหม้ ถือว่าเป็นความผิดของเจ้าของรถไหม 

A: โดยทั่วไปไม่ถือเป็นความผิด เพราะเป็นความเสียหายที่ไม่ได้ตั้งใจ ยกเว้นกรณีดัดแปลงระบบไฟฟ้าผิดกฎหมายเองจนเป็นเหตุโดยตรง

Q: ถ้าไม่มีประกันชั้น 1 หรือ 2+ รถไฟไหม้เองต้องรับผิดชอบเองทั้งหมดไหม 

A: ใช่ หากทำประกันชั้น 3+ หรือชั้น 3 อยู่ ความเสียหายจากไฟไหม้ต้องรับผิดชอบเอง เพราะไม่ได้อยู่ในความคุ้มครอง

 

ก่อนที่จะเจอเหตุการณ์แบบนี้กับตัวเอง ลองเช็กดูสักนิดว่ากรมธรรม์ที่ถืออยู่ตอนนี้คุ้มครองไฟไหม้ครบถ้วนหรือยัง ถ้ายังไม่มั่นใจ หรือกำลังมองหาประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองครอบคลุมทั้งไฟไหม้ รถหาย และอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี ลองดูประกันรถยนต์ชั้น 1 จากทิพยประกันภัย ได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทรสอบถามได้ที่เบอร์ 1736 ตลอด 24 ชั่วโมง


*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 
*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง