พาลูกนั่งรถไม่มีคาร์ซีท ผิดกฎหมายจราจร ประกันรถจะปฏิเสธจ่ายด้วยหรือเปล่า
จำนวนผู้เข้าชม : 42
พาลูกนั่งรถไม่มีคาร์ซีท ผิดกฎหมายจราจร ประกันรถจะปฏิเสธจ่ายด้วยหรือเปล่า

จอดรถอยู่หน้าบ้าน อุ้มลูกขึ้นรถ ขับออกไปทั้งที่ในใจก็รู้อยู่ว่า เอ๊ะ...คาร์ซีทลูกเราอยู่ไหนนะ เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนเคยผ่านโมเมนต์แบบนี้มาแล้ว
แต่คำถามที่น่ากลัวกว่าใบสั่งค่าปรับ 2,000 บาท คือ ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ ประกันรถจะปฏิเสธไม่จ่ายเราด้วยหรือเปล่า?
คำตอบไม่ได้ฟันธงอย่างที่หลายคนกลัว เพราะจริงๆ แล้วมีสองเรื่องที่คนมักเข้าใจปนกัน นั่นคือ ผิดกฎหมายจราจร กับ ผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง TIPINSURE จะพาไปไขความจริงทีละขั้น ให้พ่อแม่ทุกคนขับรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น
กฎหมายคาร์ซีทบอกไว้ว่าอย่างไร
ตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 มาตรา 123 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2565 กำหนดไว้ชัดเจนว่า
- เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี หรือผู้โดยสารที่มีส่วนสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องนั่งคาร์ซีท บูสเตอร์ซีท หรืออย่างน้อยต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
- หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
พูดง่ายๆ คือ กฎหมายไม่ได้บังคับว่า ต้องมีคาร์ซีทเท่านั้น แต่เปิดทางเลือกไว้ 3 ระดับ ตั้งแต่คาร์ซีท บูสเตอร์ซีท ไปจนถึงเข็มขัดนิรภัยสำหรับเด็กโต ถ้าไม่ทำตามข้อใดข้อหนึ่งเลย นั่นแหละคือความผิดตามกฎหมายจราจร ซึ่งเป็นเรื่องระหว่าง ผู้ขับขี่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โทษสูงสุดคือค่าปรับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทประกันแต่อย่างใดในทางกฎหมาย
ใจความสำคัญ ผิดกฎหมายจราจรไม่เท่ากับผิดเงื่อนไขกรมธรรม์
นี่คือจุดที่คนสับสนกันมากที่สุด
ผิดกฎหมายจราจร คือการฝ่าฝืนข้อบังคับที่รัฐกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เช่น ไม่คาดเข็มขัด ไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่ใช้คาร์ซีท ซึ่งบทลงโทษคือ ค่าปรับ ที่จ่ายให้รัฐ ไม่เกี่ยวกับสัญญาประกันภัยเลย
ส่วน ผิดเงื่อนไขกรมธรรม์ คือการทำผิดข้อตกลงเฉพาะที่ระบุไว้ในสัญญาระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกันภัย เช่น เมาแล้วขับ ไม่มีใบขับขี่ ใช้รถผิดประเภทที่แจ้งไว้ ดัดแปลงรถโดยไม่แจ้งบริษัท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธจ่ายค่าสินไหมทดแทนในส่วนของตัวรถผู้เอาประกันได้
จากกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจมาตรฐานที่กำกับดูแลโดยสำนักงาน คปภ. ในปัจจุบันยังไม่มีการระบุ การไม่ใช้คาร์ซีท เป็นข้อยกเว้นความคุ้มครอง โดยตรง ต่างจากกรณีเมาแล้วขับหรือไม่มีใบขับขี่ที่ระบุไว้ชัดเจนในกรมธรรม์ทุกฉบับ
- ไม่ใส่คาร์ซีท + เกิดอุบัติเหตุ → ส่วนใหญ่ประกันยังคุ้มครองตามปกติ เพราะไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
- ไม่ใส่คาร์ซีท + เมาแล้วขับ หรือ ไม่มีใบขับขี่ร่วมด้วย → ประกันอาจปฏิเสธจ่ายค่าซ่อมรถของผู้เอาประกันได้ แต่เหตุผลคือเรื่องเมาแล้วขับหรือใบขับขี่ ไม่ใช่เพราะไม่มีคาร์ซีท
แล้วทำไมพ่อแม่หลายคนถึงเข้าใจผิด
ความสับสนนี้เกิดจาก 3 สาเหตุหลัก
- สื่อมักนำเสนอข่าวคาร์ซีทคู่กับคำว่าผิดกฎหมาย ทำให้คนตีความเลยเถิดไปว่าผิดกฎหมายแล้วต้องผิดสัญญาประกันด้วย
- คนละสัญญา คนละหน่วยงาน ตำรวจดูแลเรื่องกฎหมายจราจร ส่วนบริษัทประกันดูแลเรื่องสัญญาที่เราเซ็นไว้ ทั้งสองระบบทำงานแยกกัน ไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลกันโดยอัตโนมัติ
แล้วกรณีไหนที่ประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธจ่าย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือสาเหตุทั่วไปที่บริษัทประกันมักใช้ปฏิเสธค่าสินไหมทดแทน (สำหรับความเสียหายต่อรถผู้เอาประกันเอง)
- ผู้ขับขี่เมาสุราหรือของมึนเมาขณะขับ
- ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- ใช้รถผิดประเภทจากที่แจ้งไว้ในกรมธรรม์ เช่น แจ้งใช้ส่วนบุคคลแต่นำไปใช้เชิงพาณิชย์
- ดัดแปลงสภาพรถโดยไม่แจ้งบริษัทประกันล่วงหน้า
- แจ้งเคลมล่าช้าเกินกำหนดหรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ
จะสังเกตได้ว่า ไม่มีคาร์ซีทไม่ได้อยู่ในลิสต์มาตรฐานนี้ แต่ทั้งนี้ควรอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ของตัวเองให้ละเอียดทุกครั้ง เพราะเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละบริษัทและแต่ละกรมธรรม์อาจมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันได้
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะมีคาร์ซีทหรือไม่
ต่อให้เรื่องประกันจะไม่ผูกกับคาร์ซีทโดยตรง แต่มีสิ่งที่ยังคงเดิมเสมอ
- พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ประกันภาคบังคับ) ยังคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของทุกคนในรถ รวมถึงเด็ก ไม่ว่าจะมีคาร์ซีทหรือไม่
- ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ที่ประกันภาคสมัครใจคุ้มครองไว้ ก็ยังคงคุ้มครองคู่กรณีตามปกติ ไม่เกี่ยวกับคาร์ซีท
- แต่ ความปลอดภัยของลูกคุณเอง ไม่มีเงื่อนไขไหนมาทดแทนได้ อุบัติเหตุที่ความเร็วเพียง 50 กม./ชม. แรงกระแทกที่เด็กได้รับหากไม่มีคาร์ซีทอาจรุนแรงกว่าคนตัวใหญ่หลายเท่า
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ไม่มีคาร์ซีท แต่คาดเข็มขัดนิรภัยให้ลูกแทน ผิดกฎหมายไหม?
A: ถ้าเด็กสูงเกิน 135 ซม. การคาดเข็มขัดนิรภัยถือว่าปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว แต่ถ้าเด็กอายุไม่เกิน 6 ปีและตัวเล็กกว่านั้น กฎหมายยังเปิดให้เลือกใช้เข็มขัดนิรภัยได้เช่นกัน หากไม่มีคาร์ซีทหรือบูสเตอร์ซีท
Q: อุ้มลูกนั่งตักแล้วคาดเข็มขัดคนเดียว นับว่าปลอดภัยพอไหม?
A: ไม่นับว่าปลอดภัยและไม่ตรงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะแรงกระแทกจากอุบัติเหตุอาจทำให้ผู้ใหญ่ทับเด็กจนบาดเจ็บสาหัสได้ ควรหลีกเลี่ยงวิธีนี้โดยเด็ดขาด
Q: ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่มีคาร์ซีท ประกันจะจ่ายค่ารักษาลูกไหม?
A: โดยทั่วไป พ.ร.บ. ภาคบังคับและประกันภาคสมัครใจยังคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลตามปกติ เพราะการไม่มีคาร์ซีทไม่ใช่ข้อยกเว้นความคุ้มครองมาตรฐาน แต่ควรตรวจสอบเงื่อนไขกรมธรรม์ของตนเองให้แน่ใจอีกครั้ง
Q: ตำรวจปรับแล้ว ประกันจะรู้เรื่องและมาเอาผิดซ้ำอีกไหม?
A: ไม่ ทั้งสองระบบแยกจากกัน ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายจราจร ส่วนบริษัทประกันพิจารณาตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลงโทษซ้ำกันโดยอัตโนมัติ
สรุปแบบทำตามได้ทันที
- ไม่มีคาร์ซีทให้ลูก = ผิด กฎหมายจราจร เสี่ยงค่าปรับสูงสุด 2,000 บาท
- ไม่มีคาร์ซีท ≠ ผิด เงื่อนไขกรมธรรม์ ประกันส่วนใหญ่ยังคุ้มครองตามปกติ เพราะไม่ใช่ข้อยกเว้นมาตรฐาน
- เหตุที่ประกันมักปฏิเสธจ่ายจริง คือ เมาแล้วขับ ไม่มีใบขับขี่ ใช้รถผิดประเภท ไม่ใช่เรื่องคาร์ซีท
- ทุกครั้งควรอ่านเงื่อนไขกรมธรรม์ของตัวเองให้ละเอียด เพราะรายละเอียดปลีกย่อยอาจต่างกันในแต่ละบริษัท
- ต่อให้กฎหมายและประกันจะไม่เอาผิดหนักขนาดนั้น แต่ความปลอดภัยของลูกคือสิ่งที่ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ มาทดแทนได้ ควรจัดหาคาร์ซีทหรือบูสเตอร์ซีทให้ลูกทุกครั้งที่เดินทาง
เลือกประกันรถยนต์ที่คุ้มครองครอบครัวได้อย่างอุ่นใจ
แม้เรื่องคาร์ซีทจะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ประกันปฏิเสธจ่าย แต่การมี ประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ครอบคลุม ก็ยังเป็นเกราะป้องกันสำคัญ ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ และความคุ้มครองคู่กรณี เผื่อไว้สำหรับทุกสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงบนท้องถนน
หากกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่ตอบโจทย์ครอบครัว ลองเช็กราคาและเปรียบเทียบแผนความคุ้มครองจาก ทิพยประกันภัย ได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*ผู้ซื้อควรศึกษารายละเอียดเงื่อนไขและความคุ้มครองก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง