น้ำท่วมครั้งใหญ่ บทเรียนที่เตือนให้ทุกบ้านต้องมีแผนรับมือความเสี่ยง
จำนวนผู้เข้าชม : 39
-
น้ำท่วมครั้งใหญ่ บทเรียนที่เตือนให้ทุกบ้านต้องมีแผนรับมือความเสี่ยง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายพื้นที่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่หาดใหญ่ ที่ทำให้ถนนกลายเป็นลำคลอง บ้านหลายหลังเสียหาย และผู้คนต้องอพยพออกจากพื้นที่แบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ภัยธรรมชาติแต่เป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ว่า ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าน้ำจะมาเมื่อไหร่ และจะกระทบชีวิตเรามากแค่ไหน
หลายบ้านสูญเสียทรัพย์สินในพริบตา รถยนต์จมน้ำจนต้องตัดสินใจว่าจะซ่อมหรือคืนทุน บ้านถูกน้ำกัดกินผนัง เฟอร์นิเจอร์พัง เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหายไปหมด และบางครอบครัวต้องหยุดงาน หยุดธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหาย แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า…
- เราเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงมากแค่ไหน?
- บ้าน รถ และทรัพย์สินของเรามีเกราะป้องกันที่เพียงพอหรือยัง?
- ถ้าวันหนึ่งน้ำไหลเข้าบ้านในชั่วคืน เราจะทำอย่างไร?
นี่คือเหตุผลที่ทุกบ้านทุกครอบครัวควรมีแผนรับมือความเสี่ยง ทั้งในด้านความปลอดภัย วางแผนครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือ การมีประกันภัยที่ช่วยแบ่งเบาภาระความเสียหาย หากเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกครั้ง
เราเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงมากแค่ไหน?
หลังจากบทเรียนน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น เรามักจะถามคนอื่นว่า บ้านโดนไหม? เสียหายเยอะหรือเปล่า? แต่คำถามสำคัญที่คุณต้องถามตัวเองก็คือ ถ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง เราจะรอดไหม?
การรับมือความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงแค่การก่อกระสอบทรายเท่านั้น แต่คือการประเมินและยอมรับความจริงว่าบ้านของเราอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือเปล่า และมีแผนสำรองที่ชัดเจนแค่ไหน
มาลองดูคำถามเหล่านี้ เพื่อประเมินว่าแผนรับมือของคุณแข็งแกร่งพอหรือยัง
- คุณรู้เส้นทางหนีภัยไหม : ถ้าถนนหลักถูกตัดขาด คุณมีทางออกฉุกเฉินสำหรับสมาชิกทุกคนในครอบครัวหรือไม่
- เอกสารสำคัญอยู่ไหน : โฉนดที่ดิน กรมธรรม์ ประกันชีวิต หรือใบแจ้งหนี้ต่างๆ ถูกเก็บไว้ในที่ที่กันน้ำและเคลื่อนย้ายได้ง่ายแล้วหรือยัง
- คุณมีกระเป๋าฉุกเฉิน (Survival Kit) ที่พร้อมใช้งานตลอดเวลาหรือไม่ : ไม่ใช่แค่ไฟฉายกับน้ำดื่ม แต่รวมถึงยาประจำตัวและเงินสดสำรองด้วย
- ทรัพย์สินมีค่าถูกยกขึ้นสูงแล้วหรือยัง : หรือคุณต้องรอจนกว่าจะมีประกาศเตือนแบบกระชั้นชิดจึงจะเริ่มวิ่งวุ่นขนของ
ถ้าคุณตอบคำถามข้างต้นแล้วรู้สึกว่ายังมีการเตรียมพร้อมไม่ครบถ้วน นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่จำไว้ว่า เวลา คือสิ่งที่ซื้อคืนไม่ได้ การมีแผนที่พร้อมล่วงหน้า จะช่วยลดความโกลาหลและความเสียหายลงได้
บ้าน รถ และทรัพย์สินของคุณมีเกราะป้องกันที่เพียงพอหรือยัง?
หลายคนมักจะทุ่มเทเวลาไปกับการหาวิธีป้องกัน เช่น การซื้อกระสอบทราย หรือการทำแนวป้องกันน้ำ แต่มีอีกเกราะป้องกันสำคัญที่คุณต้องไม่ลืม นั่นคือ เกราะป้องกันทางการเงิน เมื่อภัยพิบัติมาถึงสิ่งที่คุณสูญเสียไปไม่ได้มีแค่ทรัพย์สิน แต่รวมถึงเงินสดที่ต้องใช้ในการซ่อมแซมและฟื้นฟู ซึ่งตรงนี้เองที่ ประกันภัยจะเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ช่วยชีวิตทางการเงิน
ลองสำรวจตัวเองว่าความคุ้มครองที่คุณมีอยู่เพียงพอต่อความเสี่ยงน้ำท่วมแล้วจริงหรือไม่?
ประกันภัยบ้าน : น้ำท่วมไม่ได้แถมมากับทุกกรมธรรม์
ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าประกันอัคคีภัยที่ทำไว้นั้นครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ในความเป็นจริง ประกันบ้านมาตรฐานส่วนใหญ่จะไม่ได้คุ้มครองน้ำท่วมโดยอัตโนมัติ
- สิ่งที่ต้องเช็ก : คุณต้องซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติ หรือภัยน้ำท่วม เพิ่มเติมเป็นส่วนขยายของกรมธรรม์หลัก
- วงเงินจำกัด : แม้จะซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมแล้ว ให้ตรวจสอบวงเงินที่จำกัดสำหรับภัยธรรมชาติต่อครั้ง ว่าเพียงพอต่อมูลค่าความเสียหายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านและเฟอร์นิเจอร์ของคุณหรือไม่
ประกันรถยนต์ : ประกันชั้นไหนคุ้มครองน้ำท่วม?
การจมน้ำของรถยนต์คือความเสียหายครั้งใหญ่ที่ค่าซ่อมแพงจนน่าตกใจ การมีประกันภัยรถยนต์จึงสำคัญมาก
- ประกันรถยนต์ชั้น 1 : โดยทั่วไปแล้วจะครอบคลุม ความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ก็ควรตรวจสอบเงื่อนไขและขั้นตอนการเคลมของบริษัทประกันให้ชัดเจน
- ประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ : ประกันเหล่านี้อาจจะไม่คุ้มครอง หรือมีข้อยกเว้นความเสียหายจากน้ำท่วม หรือคุ้มครองแค่บางส่วนในวงเงินจำกัด (ส่วนใหญ่จะคุ้มครองเฉพาะรถชนรถ-รถหาย)
ถ้าบ้านและรถของคุณยังไม่มีความคุ้มครองน้ำท่วมที่ชัดเจน คุณกำลังแบกรับความเสี่ยงทางการเงินไว้เองทั้งหมด การเสียเบี้ยประกันเล็กน้อยในวันนี้ อาจช่วยประหยัดเงินซ่อมแซมหลักแสนในวันหน้าได้
ทำไมประกันภัยจึงเป็นแผนสำรองที่ทุกบ้านควรมี?
แม้เราจะเตรียมตัวดีแค่ไหน แต่บางครั้งน้ำก็มาเร็วกว่าที่คิด และสร้างความเสียหายเกินกำลังซ่อมแซมด้วยเงินส่วนตัว นี่คือเหตุผลที่ประกันภัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ภัยพิบัติรุนแรงและคาดเดาไม่ได้
หลายคนมองว่าการจ่ายเบี้ยประกันเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่แท้จริงแล้ว ประกันภัยคือการ โอนความเสี่ยง ออกจากกระเป๋าเงินของคุณไปให้บริษัทที่รับมือกับความเสี่ยงโดยตรง ถือเป็นแผนสำรองที่ทำให้ครอบครัวเดินหน้าต่อได้แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์หนักๆ มา
การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น คุณไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเงินสดจะพอหรือไม่ เพราะเงินทุนในการฟื้นฟูความเสียหายจะมาจากบริษัทประกันภัย ทำให้คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่และซ่อมแซมทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว โดยที่เงินเก็บยังคงอยู่สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือการลงทุนอื่นๆ
ป้องกันการขาดทุนทางอารมณ์และเวลา
การต้องต่อสู้กับการซ่อมแซมบ้านและรถด้วยเงินตนเองภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรง เป็นเรื่องที่บั่นทอนทั้งกำลังกายและกำลังใจ ประกันภัยไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเงิน แต่ยังมอบความอุ่นใจ (Peace of Mind) ให้คุณมีสมาธิกับการดูแลครอบครัวและการฟื้นฟูชีวิต แทนที่จะต้องมาเครียดกับใบเสร็จค่าซ่อมที่กองอยู่ตรงหน้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติอยู่ข้างคุณ
บริษัทประกันไม่ได้มีหน้าที่แค่จ่ายเงิน แต่ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่จะเข้ามาช่วยประเมินความเสียหายและให้คำแนะนำในการซ่อมแซม ซึ่งช่วยลดภาระและความสับสนในช่วงเวลาวิกฤตให้กับคุณได้
ประกันภัยจึงไม่ใช่แค่การซื้อความคุ้มครอง แต่คือการซื้อความพร้อมในการลุกขึ้นยืนใหม่หลังเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้โดยไม่ต้องล้มลงทางการเงิน
บทเรียนสำคัญที่ทุกบ้านควรเตรียมตัวก่อนน้ำท่วมรอบใหม่
ความประมาทเลินเล่อเป็นบทเรียนที่ราคาแพงเกินกว่าจะจ่ายไหว และการมีประกันภัยก็เป็นเสมือนเข็มขัดนิรภัยทางการเงินที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องทำตอนนี้ไม่ใช่การนั่งรอให้ข่าวเตือนภัยมาถึง แต่คือการลงมือวางแผนอย่างเป็นระบบ
บทเรียนที่ 1: ตรวจสอบแผนที่ความเสี่ยงของตัวเอง
อย่าเชื่อแค่คำบอกเล่า แต่ให้ตรวจสอบกรมธรรม์และพื้นที่บ้านอย่างจริงจัง
- เช็กกรมธรรม์ : โทรหาตัวแทนประกันของคุณวันนี้ เพื่อยืนยันว่า ประกันบ้านและรถยนต์ที่คุณมีนั้น ครอบคลุมภัยน้ำท่วม และวงเงินคุ้มครองเพียงพอต่อมูลค่าทรัพย์สินหรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุมให้พิจารณาซื้อเพิ่มเติมทันที
- สำรวจบ้าน : กำหนดจุดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเอกสารสำคัญ และจุดที่ต้องยกทรัพย์สินขึ้นสูงให้ชัดเจน อย่ารอจนกว่าน้ำจะมาถึงค่อยตัดสินใจ
บทเรียนที่ 2 : เตรียมชุดยังชีพให้พร้อมเหมือนนักเดินทาง
กระเป๋าฉุกเฉินควรจัดเก็บในที่ที่หยิบง่าย และมีสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้คุณอยู่รอดได้ 3-7 วัน
- สิ่งที่ต้องมี : อาหารแห้ง/สำเร็จรูป, น้ำดื่ม, ยาประจำตัว, ไฟฉาย, วิทยุที่ใช้แบตเตอรี่, เงินสดสำรอง, และสิ่งสำคัญที่สุดคือ สำเนาเอกสารสำคัญ (เช่น บัตรประชาชน, กรมธรรม์, โฉนด) ที่ใส่ในซองกันน้ำ
บทเรียนที่ 3 : กำหนด ใคร-ทำอะไร-เมื่อไหร่ ให้ชัดเจน
ในภาวะฉุกเฉิน ความสับสนจะทำให้เกิดความล่าช้า ครอบครัวต้องมีแผนปฏิบัติการร่วมกัน
- กำหนดผู้นำและภารกิจ : ใครมีหน้าที่ขนรถ ใครมีหน้าที่เก็บเอกสาร ใครมีหน้าที่ดูแลสัตว์เลี้ยง ใครมีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก
- สร้างรายชื่อติดต่อฉุกเฉิน : เบอร์โทรศัพท์บริษัทประกัน, เบอร์ศูนย์เตือนภัย, เบอร์ญาติหรือเพื่อนบ้านที่จะขอความช่วยเหลือได้
น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่คือ สัญญาณเตือนสำคัญให้ทุกบ้าน ทุกครอบครัว และทุกเจ้าของทรัพย์สินกลับมาทบทวนความพร้อมของตัวเองอีกครั้งว่า หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก เราจะรับมือไหวไหม? เพราะความเสียหายจากภัยธรรมชาติไม่ได้เลือกเวลา ไม่เลือกพื้นที่ และไม่รอให้เราเตรียมตัวเสร็จสมบูรณ์ การมีแผนรับมือที่ดีตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้เราผ่านเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้ด้วยความมั่นใจมากขึ้น
แผนสำรองทางการเงินที่มั่นใจได้เลือกทิพยประกันภัยที่เข้าใจถึงความเสี่ยงของภัยน้ำท่วมเป็นอย่างดี และมีผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคุ้มครองที่ครอบคลุมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736
อย่ารอจนน้ำมาถึงหน้าบ้านแล้ววิ่งวุ่นหาความคุ้มครอง! จงใช้บทเรียนนี้เปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นการลงมือทำ ตรวจสอบกรมธรรม์ที่คุณมีวันนี้ หรือติดต่อทิพยประกันภัยเพื่อสอบถามรายละเอียดความคุ้มครองน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบ้านและรถของคุณ