ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในบ้าน ทำประกันแบบไหนถึงจะคุ้มครองกรณีลื่นล้มหรือกระดูกหัก
จำนวนผู้เข้าชม : 17
ผู้สูงอายุกับอุบัติเหตุในบ้าน ทำประกันแบบไหนถึงจะคุ้มครองกรณีลื่นล้มหรือกระดูกหัก

สำหรับผู้สูงอายุแล้ว สถานที่ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุดไม่ใช่บนท้องถนนหรือนอกบ้านที่ไหน แต่คือในบ้านของเราเองนี่แหละ แค่พรมเช็ดเท้าผืนเดียว หรือพื้นห้องน้ำที่เปียกนิดหน่อย ก็อาจเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นฝันร้ายได้ อย่างการลื่นล้มที่มักจะตามมาด้วยอาการกระดูกหัก ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนานและค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงจนน่าตกใจ
การจัดบ้านให้ปลอดภัยอาจจะเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ แต่สิ่งที่ช่วยซัพพอร์ตคุณได้ดีที่สุดในวันที่เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ ก็คือการมีประกันภัยที่ตอบโจทย์
แต่คำถามคือ ประกันแบบไหนล่ะที่คุ้มครองได้ครอบคลุมจริงๆ ต้องเป็นประกันอุบัติเหตุทั่วไป หรือประกันผู้สูงอายุโดยเฉพาะ? แล้วถ้าลื่นล้มจนกระดูกหักขึ้นมา ประกันตัวไหนจะช่วยจ่ายค่ารักษาแบบไม่ต้องกังวล?
เจาะลึก! ประกันแบบไหนที่ใช่สำหรับเคสลื่นล้มและกระดูกหัก
เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ สิ่งที่กังวลที่สุดมักไม่ใช่แค่แผลถลอก แต่คืออาการบาดเจ็บรุนแรงอย่างกระดูกสะโพกหักหรือกระดูกสันหลังทรุด ซึ่งค่ารักษาพยาบาลและการฟื้นฟูนั้นค่อนข้างสูง ดังนั้น การเลือกประกันให้คุ้มจึงต้องดูที่รายละเอียดเหล่านี้
1. ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) สำหรับผู้สูงอายุ
นี่คือประกันที่มีราคาประหยัดและสมัครได้ง่ายที่สุด จุดเด่นคือไม่ต้องตรวจสุขภาพ และให้ความคุ้มครองเฉพาะเรื่องอุบัติเหตุโดยตรง
- สิ่งที่ต้องเน้น : มองหาแผนที่มีค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งที่สูงพอสมควร เพราะการผ่าตัดกระดูกในผู้สูงอายุอาจมีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน
- ข้อดี : เบี้ยประกันคงที่ ไม่ปรับเพิ่มตามอายุที่มากขึ้นในบางบริษัท
2. ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล (Medical Expense)
นี่คือหัวใจสำคัญ เมื่อผู้สูงอายุลื่นล้ม ประกันจะจ่ายค่ารักษาตามจริง (แต่ไม่เกินวงเงินที่ซื้อไว้)
- ครอบคลุม : รวมหมดทั้งค่าห้อง, ค่าหมอ, ค่าเอ็กซเรย์, ค่าแล็บ, ค่าผ่าตัดใส่เหล็ก ไปจนถึงค่าล้างแผลและตัดไหมในฐานะผู้ป่วยนอก (OPD)
- ข้อดี : ไม่ต้องสำรองจ่ายหากเข้ารักษากับโรงพยาบาลในเครือ แค่ยื่นบัตรประกันใบเดียวจบ
3. ค่าชดเชยกรณีกระดูกแตกหัก (Broken Bones)
ข้อนี้สำคัญมากสำหรับสูงวัย ประกันอุบัติเหตุหลายแผนจะมีเงินก้อนพิเศษจ่ายให้ทันทีถ้าฟิล์มเอ็กซเรย์ระบุว่ากระดูกหัก
- เพราะการที่กระดูกหักในผู้สูงอายุหมายถึงการสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตไปพักใหญ่ เงินก้อนนี้จะช่วยเรื่องค่าอุปกรณ์ช่วยเดิน, ค่าผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หรือแม้แต่การจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแลที่บ้าน ซึ่งประกันทั่วไปอาจไม่ครอบคลุม
4. ค่าชดเชยรายได้ระหว่างรักษาตัว (Hospital Benefit)
ในวันที่ท่านต้องนอนโรงพยาบาล ประกันจะจ่ายเงินชดเชยให้เป็นรายวัน (เช่น วันละ 1,000 - 3,000 บาท)
- เงินส่วนนี้จะช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปของลูกหลานที่ต้องลางานมาเฝ้าไข้ หรือนำไปจ่ายค่าจ้างพยาบาลเฝ้าไข้พิเศษ เพื่อให้ลูกหลานยังสามารถไปทำงานได้อย่างสบายใจ
5. การคุ้มครองกรณีทุพพลภาพหรือสูญเสียอวัยวะ (Dismemberment)
หากอุบัติเหตุนั้นรุนแรงจนส่งผลให้ท่านไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม (เช่น เดินไม่ได้ หรือสูญเสียการมองเห็น) ประกันจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้ตามสัดส่วนที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับปรุงบ้าน (เช่น ทำทางลาด หรือราวจับ) และเป็นค่าใช้จ่ายในระยะยาว
เทคนิคการเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุให้คุ้มค่าที่สุด
- เน้นค่ารักษาต่อครั้งไม่ใช่วงเงินรวมทั้งปี : เพราะอุบัติเหตุหนักๆ อย่างการผ่าตัดกระดูกสะโพก ค่าใช้จ่ายอาจสูงถึง 1-2 แสนบาทต่อครั้ง ควรเลือกแผนที่ให้ค่ารักษาต่อครั้งสูงพอที่จะไม่ต้องควักเงินตัวเองเพิ่ม
- เช็คเงื่อนไขการลื่นล้มจากโรคประจำตัว : ประกันอุบัติเหตุบางที่อาจมีเงื่อนไขว่า ถ้าลื่นล้มเพราะ หน้ามืดจากโรคความดัน อาจจะไม่คุ้มครอง ดังนั้นควรเลือกแผนที่ระบุความคุ้มครองอุบัติเหตุทั่วไปให้ชัดเจนที่สุด
- ดูเรื่องการต่ออายุ : ควรเลือกบริษัทที่การันตีการต่ออายุได้จนถึง 80-85 ปี เพราะยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงยิ่งสูง คุณจึงต้องการความคุ้มครองต่อเนื่องยาวๆ
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ! เลือกซื้อประกันอุบัติเหตุผู้สูงอายุอย่างไรให้ไม่พลาด?
การซื้อประกันให้ผู้สูงอายุมีรายละเอียดที่ละเอียดอ่อนกว่าคนวัยทำงาน เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีปัญหาเวลาเคลม นี่คือ 5 ข้อสำคัญที่ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนเซ็นสัญญา
1. เช็กขีดจำกัดอายุทั้งวันเริ่มทำและวันสิ้นสุด
แต่ละบริษัทมีเกณฑ์รับประกันไม่เหมือนกัน บางที่รับเริ่มทำได้จนถึงอายุ 65 ปี บางที่ขยายไปถึง 75 ปี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือต่ออายุได้ถึงกี่ปี เพราะคุณต้องการความคุ้มครองในช่วงที่ท่านอายุมาก (เช่น 80 ปีขึ้นไป) ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงสูงสุด ดังนั้นควรเลือกแผนที่ระบุว่าสามารถต่ออายุได้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
2. เงื่อนไขอุบัติเหตุที่เกิดจากโรคประจำตัว
ข้อนี้คือจุดที่มักเกิดข้อพิพาทเวลาเคลม ต้องระวังหากผู้สูงอายุล้มเพราะวูบจากโรคความดันหรือน้ำในหูไม่เท่ากัน บริษัทประกันอาจมองว่าต้นเหตุมาจากโรคประจำตัว ไม่ใช่อุบัติเหตุโดยตรง และอาจปฏิเสธการเคลมได้
3. วงเงินค่ารักษาพยาบาล VS เงินก้อนกรณีเสียชีวิต
คนส่วนใหญ่มักถูกดึงดูดด้วยตัวเลขเงินล้านกรณีเสียชีวิต แต่ในความเป็นจริงสำหรับผู้สูงอายุ วงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อครั้งสำคัญกว่ามาก
- คำแนะนำ : ให้ความสำคัญกับค่ารักษาพยาบาล (Medical Expense) และค่าชดเชยรายวันเป็นอันดับต้นๆ เพราะโอกาสที่ท่านจะบาดเจ็บแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลมีสูงกว่ากรณีเสียชีวิตมาก
4. การสำรองจ่ายและการเคลมแบบไม่ต้องใช้เงินสด (Cashless Claim)
คงไม่ดีแน่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วคุณต้องวิ่งหาเงินสดก้อนใหญ่มาวางมัดจำ ควรเลือกบริษัทประกันที่มีโรงพยาบาลคู่สัญญา ครอบคลุมพื้นที่ใกล้บ้าน และมีระบบแฟกซ์เคลมที่เพียงแค่ยื่นบัตรใบเดียวก็รักษาได้โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงินสด
5. ข้อยกเว้นความคุ้มครอง (Exclusions)
ควรอ่านตัวหนังสือเล็กๆ ในกรมธรรม์ให้ดี โดยปกติประกันอุบัติเหตุจะไม่คุ้มครองกรณี
- การบาดเจ็บขณะอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์
- อุบัติเหตุที่เกิดจากการทะเลาะวิวาท
- การเล่นกีฬาอันตราย (ซึ่งผู้สูงอายุอาจไม่ค่อยทำอยู่แล้ว แต่ควรทราบไว้)
- การรักษาทางเวชกรรมหรือศัลยกรรมที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง
การเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุให้ผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงแค่การจ่ายค่าเบี้ยประกันเพื่อแลกกับความคุ้มครองทางการเงินเท่านั้น แต่มันคือการส่งมอบความอุ่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย การเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่วันที่ท่านยังแข็งแรงจึงเป็นการแสดงความรักที่ดีที่สุด และหากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่เชี่ยวชาญและไว้วางใจได้
ประกันอุบัติเหตุ จากทิพยประกันภัย คือคำตอบที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง ด้วยแผน TIP PA Super Plus ให้คุณสามารถปรับแผนความคุ้มครองที่เหมาะกับช่วงวัย ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุดสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ สูงสุด 30,000 บาท ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ในเบี้ยประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลรายปีเริ่มต้นเพียง 700 บาท ถึงแม้จะเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยก็ยังมอบความคุ้มครอง ให้คุณได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ สอบถามรายละเอียดได้ที่ TIPINSURE.COM หรือโทร. 1736